จ้างงานผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป นำค่าจ้างหักรายจ่ายภาษีนิติบุคคลได้ 2 เท่า ช่วยลดภาระภาษีธุรกิจ

← กลับไปข่าวทั้งหมด

เผยแพร่ 8 ก.ย. 2026

ท่ามกลางการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ของประเทศไทย รัฐบาลได้ออกมาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการเปิดโอกาสในการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำค่าจ้างของผู้สูงอายุมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ถึง 2 เท่า (200%) ช่วยประหยัดภาษีเงินได้นิติบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เงื่อนไขสำคัญตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 639

การใช้สิทธิประโยชน์หักรายจ่ายค่าจ้างผู้สูงอายุ 2 เท่า มีหลักเกณฑ์และข้อกำหนดที่นิติบุคคลต้องปฏิบัติตาม ดังนี้:

  • อายุของผู้สูงอายุ: ต้องมีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ในวันแรกที่เข้าทำงานหรือในรอบระยะเวลาบัญชีที่ใช้สิทธิ
  • เพดานค่าจ้างที่ใช้สิทธิได้: สามารถนำมาหักรายจ่ายได้ 2 เท่า เฉพาะส่วนของค่าจ้างที่ ไม่เกิน 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน (หากจ่ายเกิน 15,000 บาท ส่วนที่เกินยังคงหักเป็นค่าใช้จ่ายตามจริงได้ 1 เท่าตามปกติ)
  • คุณสมบัติของผู้สูงอายุ: ต้องไม่เป็นและไม่เคยเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ้าง หรือบริษัทในเครือเดียวกัน
  • สัดส่วนการจ้างงาน: จำนวนลูกจ้างสูงอายุที่ใช้สิทธิต้องไม่เกิน 10% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด ในบริษัท (ในกรณีที่บริษัทมีลูกจ้างทั้งหมดไม่เกิน 10 คน ให้สามารถจ้างผู้สูงอายุได้ 1 คน)

📊 ตัวอย่างการคำนวณภาษีที่ประหยัดได้

หากบริษัทจ้างผู้สูงอายุ 2 คน เงินเดือนคนละ 15,000 บาท รวมจ่ายจริงปีละ 360,000 บาท บริษัทจะสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ 720,000 บาท (เพิ่มขึ้นอีก 360,000 บาท) ซึ่งหากบริษัทเสียภาษีในอัตรา 20% จะช่วยประหยัดเงินภาษีสดทันทีถึง 72,000 บาทต่อปี

ขั้นตอนการแจ้งใช้สิทธิต่อกรมสรรพากร

  1. จัดทำสัญญาจ้างแรงงานและหลักฐานการจ่ายเงินที่ชัดเจน (เช่น สลิปเงินเดือน หรือหลักฐานการโอนเงินผ่านธนาคาร)
  2. เก็บสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของลูกจ้างผู้สูงอายุไว้ในแฟ้มเอกสารทางบัญชี
  3. แจ้งข้อมูลการจ้างงานผู้สูงอายุผ่านระบบ e-Senior Labor บนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ภายใน 150 วันนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
• พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 639) พ.ศ. 2560
• สำนักแผนภาษี กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง (https://www.rd.go.th)
• กระทรวงแรงงาน และกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์